ติดต่อลิ้งพันธมิตร

พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์

  พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

ข้อบังคับทั่วไป

1. การประกันภัยรถยนต์

1.1 การประกันภัยรถยนต์

  1. การประกันภัยรถยนต์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไป แบบคำขอเอาประกันภัยรถยนต์   แบบกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ อัตราเบี้ยประกันภัย และแบบเอกสารแนบท้าย ดังที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 การรับประกันภัยรถยนต์ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไป หรือแบบคำขอเอาประกันภัยรถยนต์ หรือแบบกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หรืออัตราเบี้ยประกันภัย หรือแบบเอกสารแนบท้าย นั้นเป็นการละเมิดพิกัดอัตรา ฯ
  2. คำว่า "รถยนต์" หมายความว่า ประเภทรถยนต์ที่ระบุไว้ในข้อ 4

1.2 ระยะเวลาประกันภัย

คือวันที่กรมธรรม์มีผลเริ่มต้นให้ความคุ้มครองจนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาให้ความคุ้มครอง โดยบริษัทจะออกกรมธรรม์ให้มีระยะเวลาประกันภัยเกินกว่าหนึ่งปีไม่ได้ แต่ให้ขยายเวลาเอาประกันภัยได้โดยการจัดทำเอกสารแนบท้าย และระยะเวลาที่เกินกว่าหนึ่งปีนั้นรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน โดยคิดเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยเป็นรายวัน

เวลาเริ่มต้นความคุ้มครอง ในการขอเอาประกันภัย

  1. กรณีที่แจ้งขอเอาประกันภัยล่วงหน้า  ให้ถือว่าบริษัทรับประกันภัยและให้ความคุ้มครองตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่เริ่มต้นระยะเวลาประกันภัย
  2. กรณีที่แจ้งขอเอาประกันภัยในวันเดียวกันกับวันที่เริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย ให้ถือว่าเวลาที่เริ่มมีผลคุ้มครองคือเวลาที่บริษัทตอบตกลงรับประกันภัย

เวลาสิ้นสุดความคุ้มครองคือ เวลา 16.30 น.ของวันสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัย

2. ประเภทความคุ้มครองและจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐาน

ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มี 4 ประเภท แต่ละประเภทมีจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐาน ดังนี้

2.1 ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party Bodily Injury: TPBI)

หมายถึงความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อความ บาดเจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย  จำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ จำนวนเงินจำกัดความรับผิดนี้ถือเป็นส่วนเกินจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

2.2 ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage: TPPD)

หมายถึงความรับผิดต่อความเสียหายใดๆอันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย จำนวน 200,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง

2.3 ความคุ้มครองความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์ (Own Damage: OD)

หมายถึงความคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมถึงอุปกรณ์และส่วนควบ โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย จำนวน 50,000 บาท (รถจักรยานยนต์ 5,000 บาท)   ทั้งนี้ การรับประกันภัยตัวรถยนต์ไม่ควรรับประกันภัยในจำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่ำกว่า 80% ของราคารถยนต์  ในวันเริ่มการประกันภัย เว้นแต่รถยนต์ที่ไม่มีการเสียภาษีขาเข้า

2.4 ความคุ้มครองความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft: F&T)

หมายถึงความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัยที่ถูกไฟไหม้ และการสูญหายรวมถึงความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหาย รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้หรือสูญหายไป   โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 50,000 บาท (รถ        จักรยานยนต์ 5,000 บาท)

จำนวนเงินจำกัดความรับผิดสามารถเพิ่มให้สูงกว่าพื้นฐานได้  โดยเพิ่มเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ย ประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครองตามที่ได้ระบุไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ฯ

3. ประเภทกรมธรรม์

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบ่งเป็น 3  ประเภท  ดังนี้

3.1 กรมธรรม์ประเภท 1 (Comprehensive) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองครบทั้ง        4 ความคุ้มครองตามข้อ 2.1  2.2  2.3  และ  2.4

จำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามข้อ  2.3  และ  2.4  ต้องมีจำนวนเงินคุ้มครองเท่ากัน

3.2 กรมธรรม์ประเภท 2 (Third  Party  Liability , Fire  and  Theft) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองตามข้อ 2.1  2.2  และ  2.4

3.3 กรมธรรม์ประเภท 3 (Third  Party  Liability Only) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองตามข้อ 2.1 และ  2.2 

4. ประเภทรถยนต์

จำแนกประเภทรถยนต์ออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

(1) ประเภทรถยนต์นั่ง

หมายถึง รถยนต์ที่นั่งได้ไม่เกิน 7 คน  รวมทั้งคนขับ ได้แก่

  1. รถเก๋ง
  2. รถตรวจการเล็ก หรือรถแวนเล็ก
  3. รถจิ๊ป  ช่วงสั้น
  4. รถสามล้อเครื่อง

(2) ประเภทรถยนต์โดยสาร

หมายถึง รถยนต์ที่นั่งได้เกิน 7 คน  รวมทั้งคนขับ  ได้แก่

  1. รถตู้โดยสาร
  2. รถปิคอัพ หรือรถโดยสารที่นั่งสองแถว
  3. รถเมล์โดยสาร

(3) ประเภทรถยนต์บรรทุก

หมายถึง รถยนต์ที่ใช้เพื่อการบรรทุก และขนส่งสินค้าชนิดต่างๆ  ได้แก่

  1. ชนิดเก๋งทึบบรรทุก (แวน)
  2. ชนิดกระบะไม้หรือเหล็ก  และมีหรือไม่มีหลังคา (ปิ๊กอัพหรือทรัค)
  3. ชนิดถังเหล็ก (แท๊งก์)

(4) ประเภทรถยนต์ลากจูง

หมายถึง รถยนต์ที่ไม่มีกระบะสำหรับการบรรทุก และใช้ในการลากจูง

(5) ประเภทรถพ่วง

หมายถึง รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ และใช้ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์ลากจูง หรือใช้ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์บรรทุก

(6) ประเภทรถจักรยานยนต์

หมายถึง รถสองล้อที่มีเครื่องยนต์  มีหรือไม่มีรถพ่วงก็ได้

(7) ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

หมายถึง รถยนต์นั่งได้ไม่เกิน 7 คน รวมทั้งคนขับซึ่งจดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ  ได้แก่ 

  1. รถแท๊กซี่
  2. รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
  3. รถสามล้อแท็กซี่

(8) ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด

หมายถึง รถยนต์ที่ไม่จัดอยู่ใน 7 ประเภทรถยนต์ดังกล่าวข้างต้น  ได้แก่

  1. รถยนต์ป้ายแดง
  2. รถพยาบาล
  3. รถดับเพลิง

 ง)   รถใช้ในการเกษตร

  1. รถใช้ในการก่อสร้าง

ฉ)   รถอื่นๆ

5. รหัสรถยนต์

รหัสรถยนต์ที่บริษัทต้องระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เป็นตัวเลขมีความหมาย ดังนี้

ตัวเลขที่หนึ่ง                  แสดงถึงประเภทรถยนต์        ตัวเลขที่สองและสาม                แสดงถึงลักษณะการใช้รถยนต์

รหัสรถยนต์ที่ปรากฏตามตารางข้างต้นมีความหมาย ดังนี้

ตัวเลขที่หนึ่ง 1  ประเภทรถยนต์นั่ง

  1. ประเภทรถยนต์โดยสาร
  2. ประเภทรถยนต์บรรทุก
  3. ประเภทรถยนต์ลากจูง
  4. ประเภทรถพ่วง
  5. ประเภทรถจักรยานยนต์
  6. ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

       8      ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด

ตัวเลขที่สองและสาม  ได้แก่

10       ชนิดรถยนต์ส่วนบุคคล

20       ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์

30       ชนิดรถยนต์ใช้รับจ้างสาธารณะ

40       ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

สำหรับประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด กำหนดไว้ดังนี้

  1. รถยนต์ป้ายแดง
  2. รถพยาบาล
  3. รถดับเพลิง
  4. รถใช้ในการเกษตร
  5. รถใช้ในการก่อสร้าง
  6. รถอื่นๆ

6. ลักษณะการใช้รถยนต์

แยกออกเป็น ดังนี้

(1) การใช้ส่วนบุคคล

หมายถึง รถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา และใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ไม่ใช้ รับจ้าง หรือให้เช่า และให้รวมถึง รถที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของ แต่เป็นรถที่มีไว้เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้โดยเฉพาะ  เช่น รถประจำตำแหน่ง   ในกรณีดังกล่าวให้ระบุชื่อบุคคลนั้นเป็นผู้เอาประกันภัย

(2) การใช้เพื่อการพาณิชย์หมายถึง รถที่ใช้รับจ้าง ให้เช่า หรือรถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา แต่โดยปกติการใช้รถจะใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสาร หรือบรรทุกสินค้า เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือธุรกิจ หรือเป็นรถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล

(3) การใช้รับจ้างสาธารณะหมายถึง รถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล และใช้รถในทางรับจ้างสาธารณะ

(4) การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษหมายถึง รถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ สำหรับการบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น การบรรทุกเชื้อเพลิง กรด แก๊ส 

(5) รถยนต์ป้ายแดงหมายถึง การประกันภัยของผู้ค้ารถยนต์ หรืออู่ซ่อมรถยนต์ โดยสามารถรับประกันภัยตามป้ายแดง หรือบุคคลขับขี่ระบุชื่อก็ได้

(6) รถพยาบาลหมายถึง รถของสถานพยาบาลที่ใช้ในการรับส่งผู้ป่วย โดยมีสัญญาณไฟฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงรถอื่นๆ ของสถานพยาบาล

(7) รถดับเพลิง

(8) รถใช้ในการเกษตรหมายถึง รถที่เกษตรกรใช้ในการประกอบอาชีพกสิกรร